31/1/53

อยากรู้จักเพื่อนๆบ้าง ที่ติดตามอ่าน Blog

ผมออกบทความนี้เพื่อขอดูว่า มีเพื่อนๆคนไหนบ้างที่อยากให้ผมเขียน Blog ต่อไปบ้าง

ผมเขียน Blog มาเกือบตลอด 2 เดือนนี้ ยังไม่รู้ว่ามีใครตามอ่านประจำๆ กันกี่คน ชื่ออะไรกันบ้าง

ก็เลยทำให้ผมรู้สึกว่าอยากจะรู้จักกับเพื่อนๆที่ติดตามอ่าน Blog ของผมอยู่ ไม่ต้องบอกชื่อจริง เอา
เป็นว่าเพียงแต่บอกชื่อให้พอเข้าใจกันก็พอ แล้วอยู่จังหวัดไหนกันบ้าง เท่านั้นก็พอไม่มีอะไรมากครับ

จะได้รู้สึกว่าเดินทางไปข้างหน้าโดยมีเพื่อนๆร่วมทางกันไปด้วย ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวผม จะได้รู้ว่าใครอยู่
จังหวัดไหนกันบ้าง จะได้พอรู้สึกคิดถึงกันได้ ถึงแม้ว่าจะไม่เคยเห็นหน้า แต่ก็ยังพอรู้ว่าเราได้รู้จักกัน
ผ่าน Blog ไม่ต้องกลัวว่าผมจะไปรบกวนเรื่องเงินเรื่องทองนะครับ พอมีใช้อยู่ไม่ขัดสน สบายใจกัน
ได้นะครับ เพียงแค่อยากรู้จักกันบ้างเชื่อเท่านี้ก็พอแล้ว ชื่นใจแล้ว มีกำลังใจในการเขียน Blog ต่อ

เพื่อนๆท่านได้อ่าน Blog ผมแล้วมีความรู้เพิ่มหรือคิดว่า Blog ของผมมีประโยชน์ก็รบกวนช่วยกัน
แจ้งชื่อไว้ กับ จังหวัด ไว้ที่ตรงช่อง Comment ด้านล่างนั้นก็ได้ครับ จะเป็นพระคุณยิ่ง

Vuthmail-Thailand

27/1/53

เด็กที่พิการตาบอด แต่ใช้เสียง Click เพื่อบอกตำแหน่ง เหมือนนกแอ่น

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คุณ Tweeter นำเอามาลงไว้ใน Web ของเธอนะครับ
ต้องขอแสดงความขอบคุณ คุณ Tweeter และผู้ที่จัดทำเรื่องนี้พร้อมทั้งผู้ที่นำมาลงใน Youtube ด้วยและที่ต้องขอบพระคุณมากที่สุดก็คือน้อง BEN ผู้เป็นเด็กที่พิการทางสายตา ตาบอดสนิท 100% แต่สามารถใช้เสียง Click เพื่อบอกตำแหน่ง และการสร้างภาพจากเสียงที่สะท้อนกลับมา เหมือนนกแอ่น

ซึ่งใน Clip ที่จะทำให้เราเข้าใจในระบบ Echo Location ได้ดีพอประมาณ ซึ่งก็คือภาพแว๊ปๆ ที่เป็นสีดำๆ (ที่น้อง BEN ทำตอนเลิกพิมพ์งานแล้วลุกขึ้นเดินจากห้องนอนเพื่อลงบันไดไปที่ห้องครัวนั่นเอง) ก็คือลักษณะภาพที่เกิดขึ้นกับนกแอ่น และน้องเบนได้มีการพัฒนาทักษะในการหาตำแหน่ง สิ่งของต่างๆรอบตัวได้

ให้ดูซ้ำภาพ Echo Location ที่ BEN ทำ (ช่วงนาทีที่ 2 ถึง 2นาที 45วิ เป็นต้นไป)
ให้สังเกตุการทำเสียง Click ของ BEN ตอนเดินลงบันไดนะครับ ความถี่ของการ Click จะถี่และสั้นกว่า เสียง Click ตอนที่เดินออกจากห้อง เนื่องจากต้องสร้างภาพให้ชัดขึ้นแล้วเป็นการวัดระยะขั้นบันได ส่วนตอนที่เดินอยู่บนถนนโล่งการทำเสียง Click จะห่าง ซึ่งเป็นพื้นฐานเดียวกับที่นกแอ่นใช้เลย





ตอนที่ BEN เดินบนถนนข้างทาง (ช่วงนาทีที่ 2.52 นาที)จะสังเกตุเห็นไม้พาเลซที่วางเกะกะอยู่ข้าง Foot Path น้อง BEN บอกว่าเค้าจะต้องส่งเสียง Click ลงต่ำเพื่อจะทำให้เห็นภาพได้ง่ายและชัดกว่า (ระยะความสูงที่ของ Ben กับถนนจะค่อนข้างคงที่ ทำให้จับสิ่งแปลกปลอมได้ง่ายกว่า ว่ามีอะไรอยู่บนพื้นถนน) และหากว่ามุม Click สูงขึ้นระยะสะท้อนจะเปลี่ยนไป และตำแหน่งของวัสดุต่างๆก็ไม่แน่นอน เช่นป้าย รถที่จอดอยู่ข้างทาง ต้นไม้ หรือบ้าน การ Click ลงต่ำก็จะเป็นการจำกัดวงภาพให้เล็กลง เพื่อความชัดเจนของเสียงสะท้อนที่วิ่งกลับมาแล้วสร้างเป็นภาพให้น้อง BEN เห็น ก็คงจะเป็นพื้นฐานหรือหลักการเดียวกับที่นกแอ่นใช้

ในตอนท้ายๆ BEN สามารถเห็นภาพทะเลที่กว้างใหญ่ เค้าบอกว่า เค้าสามารถเห็นภาพน้ำ (ทะเล) กว้างเป็น Mile แต่เค้าไม่สามารถหาตำแหน่งของแม่เค้าได้ เค้าจึงร้องถามแม่ว่าแม่ยืนอยู่ตรงไหน ทำไมเค้าจึงหาตำแหน่งแม่ของเค้าไม่เจอ อาจเป็นเพราะการแตกตัวของคลื่นที่กระทบฝั่งไปรบกวนระบบ Echo Location ของ BEN ทำให้เค้าไม่สามารถหาพิกัดตำแหน่งที่แม่เค้ายืนอยู่ได้ เค้าจึงต้องร้องถามแม่ว่าอยู่ไหน หรืออาจจะเกิดจากกระแสลมที่พัดเข้าฝั่ง แล้วทำให้ Echo Location ของเค้าสะท้อนกลับได้น้อยกว่าปกติ บวกกับเสียงคลื่นที่ไปรบกวน ก็เป็นได้

และ BEN สามารถรับรู้ถึงตึกที่ใหญ่โตที่อยู่ข้างถนนได้จากการสะท้อนของเสียงรถที่แตกต่างกันได้อีกด้วย เค้าสอบถามแม่ของเค้าว่า เค้าสามารถเห็นตึกได้ รวมทั้งสามารถหลบรถบนถนนได้ พร้อมทั้งรู้ว่ามีรถวิ่งอยู่ห่างออกไปเป็น Mile จากคำพูดของแม่น้อง BEN ในตอนจบ




ตอนที่2 Ben สามารถตรวจจับช่องว่างระหว่างรถ 2 คันได้ พร้อมทั้งเล่นเสก็ต Skatch ผ่านช่องว่างระหว่างรถทั้ง 2 คันได้ เมื่อผ่านไปแล้วก็ยังสามารถเลี้ยวกลับไปบน Foot path แล้วเล่น Skatch ต่อไปได้ จากนั้นก็จะเป็นการทดสอบความสามารถ การได้ยินของ BEN เทียบกับค้างคาวและปลาโลมา การรับฟังของ BEN จะอยู่ที่ระดับ 25 Decible หรือสูงกว่าเท่านั้น (ต่ำกว่านี้ไม่ได้ยิน)แล้วก็พูดถึงระบบ Sonar ในเรือดำ พร้อมทั้งทดสอบความสามารถในการเปรียบเทียบความเหมือนกันของทั้ง 2 อย่าง BEN สามารถทำเสียง Click แล้วบอกความสูงของกล่องได้ แล้วยังมีการให้คนตาบอดอีกคนทำเสียง Click เพื่อทดสอบว่า Ben จะรู้ว่ามีต้นไม้อยู่ตรงหน้าหรือไม่ แต่ BEN ไม่รู้ว่ามีต้นไม้อยู่ตรงหน้า เพราะเป็นเสียง Click ที่ทำโดยบุคคลอื่น(แสดงว่าเสียง Click จะต้องเป็นเสียงที่มีเอกลักษณะ หรือเสียงที่มีความถี่เฉพาะที่ BEN จะรับรู้ได้และสามารถนำไปสร้างเป็นภาพได้)

ตอนนี้เท่าทราบมาก็คือ มีเด็กผิวขาวอีกคนที่ทำได้ และกำลังสอนให้เพื่อนคนตาบอดได้เรียนรู้วิธีการนี้อยู่






ตอนนี้สำคัญครับ มีเชี่ยวชาญตาบอดที่ค้นพบและสามารถทำเสียง Click ได้เช่นกัน เค้าค้นพบ Echo Location ตั้งแต่เด็กๆแล้ว ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่เสียตาจากโรคมะเร็งเมื่อตอนเป็นเด็กเช่นกัน
ซึ่ง BEN ยังไม่ยอมรับว่าเค้าจำเป็นที่จะต้องพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีกว่า หรือควรจะเป็นไป BEN ไม่ชอบการใช้ไม้เท้านำทางที่ผู้เชี่ยวชาญพยายามจะสอนให้ BEN ยอมรับไม้เท้านำทางแต่ BEN ปฏิเสธ ซึ่งมีตอนหนึ่ง BEN ไม่สามารถบอกได้ว่าสถานที่ที่อยู่ต่อหน้าเป็นหลุมลึก ซึ่ง Echo Location ของเค้าไม่สามารถจะช่วยเค้าได้หากว่ายังทำตัวเป็นน้ำล้นแก้ว โดยยังไม่ยอมใช้ไม้ทางนำทางอยู่อย่างนี้




                                                                                        I salute all of you

                                                                                       Vuthmail-Thailand

26/1/53

เครื่องเสียงที่อึดเอาการต้องตัวนี้ ภาค-3 จบ

เครื่องเสียงที่อึดเอาการต้องตัวนี้ เป็นภาค-3 จบด้วยการถ่าย Clip ตามที่เคยสัญญาไว้ครับ

วันนี้ผมมีธุระต้องไปข้างนอก ซึ่งพอที่จะแบ่งเวลาเข้าไปร้านที่ผมซื้อเครื่องเสียง Actor ที่ผมใช้อยู่
ต้องไปขอร้อง น้องแดง (Sale ที่ขายของ) อยู่นานว่าต้องการถ่าย Clip เรื่องการเอากรรไกรไปถูกันหลัง Ampifier เพื่อให้เกิดการ Short เหมือนกับที่เคยแสดงให้ผมดู  แล้วก็เป็นเหตุให้ผมต้องตัดสินใจซื้อเครื่องเสียงของเค้าในที่สุด

Clip แรกแสดงการ Short ให้ดูแต่ไม่ได้สังเกตุว่า Fuse ที่ใช้เป็น Fuse แบบทึบมองไม่เห็นไส้ Fuse แดงเมื่อรู้ก็เลยจบพักไว้ก่อนต้องวิ่งไปหาซื้อ Fuse แบบใสมาแล้วค่อยถ่ายต่อ จึงแยกออกมาเป็นตอนแบบฟิวส์ทึบ 1 ตอนก่อน 



  เพื่อนๆ สังเกตุนะครับว่าตอนที่ Short กัน เสียงไม่ตก ไม่เพี้ยนและยังทำงานต่อได้     

คำว่าไม่มีแรงอัดออกมา น้องแดงคงหมายถึงว่าเปิดเสียงเบาไปหน่อย ซึ่งก็ดีนะเพราะนั่นหมายถึงว่าหากเปิดเสียงค่อยแรงอัดน้อย การช๊อตก็จะน้อย หรือไม่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นการ Safe แอมป์ไม่ให้เสียหายได้ หากว่าเปิด Vollume มากๆหนักๆ ก็คงมีสภาพคล้ายกับที่จำเป็นต้องเปิดเสียงอัดเข้าไปในตึกนกที่มีลำโพงจำนวนมากๆๆ

เมื่อได้ฟิวส์ใสแล้วก็เปลี่ยนใส่เข้าไปใหม่ แล้วเริ่มการทดลองต่อไป




การทดสอบดำเนินต่อไป โดยใช้ฟิวส์แบบใส เพื่อจะมองเห็นฟิวส์ที่ร้อนแล้วก็แดงขึ้นมา ให้สังเกตุไฟซึ่ง Spark ออกมาที่ขั้วของลำโพง ที่ถูกกรรไกรถูนะครับ ไฟแตกเปรี๊ยะ แตกเปรี๊ยะเลย ตามที่ผมเคยเกริ่นไว้ แต่ว่าโชคไม่เข้าข้างเพราะว่า Fuse ไม่ยอมแดง แล้วเจ้าของร้านก็มา บรรยกาศเริ่มก็ไม่เป็นใจให้ ภาพที่ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้นนะครับเพื่อนๆๆ  แต่ก็ได้เห็นกันพอประมาณแล้วนะครับ




Show หน้าตากันอีกครั้งนะครับ ดูแบบที่ไม่มีเปลือกบ้างก็ดี 55555




เห็นเพื่อนน้องแดงที่เดินแวะมาคุยด้วย บ่นกับน้องแดงเห็นบอกว่าช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดีเท่าไหร่  แล้วน้องแดงก็บ่นในเชิ่งเห็นด้วย  ผมก็สนใจบอกว่าเดี่ยวจะลงโฆษณาขายให้เอาปล่าว เค้าก็ยิ้มๆๆ

ผมก็เลยคว้าเครื่องมาเพิ่มเก็บเป็น Stock ไว้ยามฉุกเฉินอีก 2 ตัว

เอาเป็นว่าผมจะช่วยเค้าขายหน่อยแล้วกันนะครับ หากว่าใครสนใจ ราคาเครื่องละ 3,500 บาท ยังไม่รวมค่าขนส่งต่างจังหวัดนะครับ
อีกอย่างขอ Order ครั้งละ 2 ตัวขึ้นไปนะครับ สนใจติดต่อมาได้ครับ ช่วยๆกันหน่อย

                                                                  The show must go on

                                                                       Vuthmail-Thailand

25/1/53

ที่ตัก-จับแมลงสาบ แมงมุม ในบ้านนก

เพื่อนๆที่ไม่อยากที่จะฆ่าแมลงสาบ แมงมุม แต่ต้องกำจัดสัตว์ที่ก่อความรำคาญออกไปจากบ้านนก

เพื่อนๆคงประสบกับปัญหาเรื่องการที่จะต้องวิ่งไล่จับ ต้องคอยดักหน้าตักหลัง มันก็ได้หนีตลอด และคงสร้างความปวดหัวให้มากเอาการเลยนะครับ หากว่าจะเหยียบให้ตายก็กลัวบาป กลัวสกปรกบ้าง ผมว่าอย่างไรก็คงจะมีคนที่เจอปัญหาอย่างนี้เหมือนกัน น้องผมเค้าก็ไม่อยากทำปาณาติบาต แต่ก็จำเป็นต้องหาทางกำจัดออกไปให้ได้ แต่จะทำอย่างไร คิดกันอยู่นานครับ จำเป็นต้องคิดให้ได้

  ในที่สุดความคิดดีๆ ก็เกิดขึ้นมาจนได้   

DIY เค้าก็ได้ความคิดจากการกวาด แมลงสาบแล้วมันหนีจากที่ตักผงทุกประเภท ออกมาจนได้ จริงๆนะครับทุกประเภทเลย แล้วเค้าก็มองเห็นขวดนมยี่ห้อหนึ่งที่เหมาะในการทำที่ตักแมลงสาบ เนื่องจากปากขวดแคบ และมีที่หูหิ้วที่สามารถนำมาใส่ด้ามจับ หรือมือจับอลูมิเนียม ซึ่งคาดว่าน่าจะ Work แล้วเค้าก็ทดลองทำขึ้นมาใช้ ปรากฎว่า สุดยอด ใช้ได้ดีมากๆๆๆๆๆๆๆ  ผมก็เห็นด้วยว่าดีมาก

วันนี้ผมก็เข้าไปในตึกนก จับแมลงสาบมาได้ 2 ตัว กับมีแมงมุมยักษ์ 1 ตัว แล้วก็เอามาปล่อยทิ้ง การปล่อยสัตว์น่ารำคาญเหล่านี้ มีข้อให้พึงจดจำก็คือต้องทิ้งให้ห่างออกไปจากตึก 200 เมตร จึงจะได้ผลคือมันจะกลับมาได้ยาก หากว่าเราเอาไปทิ้งใกล้บ้านนกมันก็จะกลับมาในที่สุด อย่างน้อยต้องห่างไปสัก 100 เมตร  ส่วนระยะ 200-300 เมตรหายห่วงมันไม่กลับมาแน่นอนเลยครับ










หลักการในการทำจะมีชิ้นส่วนหลัก 2 ตัวคือ
  1.- ขวดนมที่มีหูหิ้ว ขนาดกว้างพอที่สามารถจะใส่อลูมิเนียมหรือ PVC ขนาด 1/2- 3/4 นิ้ว ปากเกลียวจะต้องไม่ใหญ่เกินไป  ขวดนมยี่ห้อนี้เป็นนมสดที่ขึ้นตั้นด้วยอักษรตัว  " ด " เป็นนมที่มีกังหันลม 4 แฉกครับ คงพอรู้นะครับ กลัวบริษัทนมเค้าจะรู้สึกไม่ดีก็เลยไม่อยากเขียนชื่อ ก็แหมเราเอามาทำที่ตักแมลงสาบ รู้สึกไม่ดีเลยไม่เขียนชื่อขวดนมที่ว่า..ดีกว่า

  จากนั้นนำขวดนมที่ว่ามาตัดปากเฉียง เพื่อเปิดเป็นปากที่ตัก ดูรูปประกอบ 






2.-เมื่อตัดปากขวดแล้ว จากนั้นไปหาด้ามอลูมิเนียมเก่าที่เป็นด้าม ม๊อบ หรือ PVC  ขนาดพอดีแล้วยัดใส่เข้าไปได้ จากนั้นก็ทำการยึดด้ามจับกับขวดนม ยึดน๊อตสัก 3 จุดจะพอดี แข็งแรงใช้งานได้ดีไม่หลุด การยึดน๊อต ก็ทำในลักษณะ ยึดจากภายนอกของหูหิ้วเข้าไป 1 จุด และยึดจากภายในออกมาภายนอกอีก 2 จุดก็ใช้ได้แล้ว

3.-ให้เอาถุงพลาสติกที่มีก้นถุงยาวมาใส่ แล้วรัดด้วยยางยืด สาเหตุที่ต้องใช้ถุงพลาสติกก้นยาวเพราะทำให้แมลงสาบวิ่งสวนออกมาได้ยาก และปากขวดมันอยู่ช่วงกลางๆและปากขวดแคบคับนั่นเอง  การใช้งานก็ต้องมีไม้กวาดร่วมด้วย โดยวาง"ที่ตักแมลงสาบ"ดักหน้าเอาไว้ แล้วไม้กวาด-กวาดใส่ที่ตัก เนื่องจากแมลงสาบมัวแต่กังวลเรื่อง "ที่ตัก" ซึ่งวางอยู่ตรงหน้า จึงไม่ได้ระวังหลังก็เอาไม้กวาด-กวาดส่งแมลงสาบเข้าไปในที่ตักเลย

  เมื่อได้ตัวแมลงสาบแล้วให้รีบยกที่ตักขึ้นสูงแล้วเขย่าให้แมลงสาบตกลงไปที่ก้นถุงเลย    

ตอนนี้แหละสำคัญเมื่อแมลงสาบลงไปอยู่ที่ก้นถุงแล้ว จะต้องยกปากที่ตักยกให้สูงไว้อยู่ตลอดเวลา แล้วก็คอยเขย่าให้แมลงสาบที่ไถ่ขึ้นมาตกกลับลงไปอยู่ก้นถุง เมื่อวางที่ตักลงพื้นเพื่อจะจับแมลงสาบตัวใหม่  แมลงสาบมันที่อยู่ในถุงมันก็จะวิ่งพยายามวิ่งสวนออกมา ซึ่งจะทำได้ลำบากเอาการ จึงได้แนะนำให้ใช้ถุงพลาสติกที่มีก้นยาวจะดีกว่าการใช้ถุงพลาสติกก้นสั้นครับ จากการใช้งานส่วนมากการใข้ถุงก้นยาวแมลงสาบจะออกมาไม่ค่อยได้และสามารถใช้จัดการกับแมลงสาบสาบได้อีกหลายตัว






























4.-เมื่อจะเอาไปทิ้งก็เพียงดึงถุงพลาสติกออกมาตรงๆ ยางยึดซึ่งรัดอยู่กับเกลียวขวด  มันก็จะหดตัวแล้วปิดปากถุงให้ทันทีเลย หรืออาจจะบิดเกลียวที่ปากถุงเสียก่อน เพื่อป้องกันแมลงสาบออกเสียก่อน แล้วจึงค่อยดึงถุงออกมา อย่างนี้ก็ยิ่ง sure ว่าแมสลงสาบออกมาไม่ได้แน่ๆ  จากนั้นก็ไปทิ้งให้ไกลจากบ้านนกสัก 200 เมตร รับรองว่าแมลงสาบหาทางกลับไม่ได้แน่ๆๆ  แล้วก็ไม่ต้องผิดศีลข้อปาณาติบาต ไม่มีแมลงสาบมาคอยกวนนกแอ่นด้วย

คิดว่าเป็นการสงเคราะห์กันทั้ง 3 ฝ่าย
แมลงสาบก็ไม่ตาย เราก็ไม่ผิดศีล  นกแอ่นก็ไม่ถูกรบกวน  เราก็สบายใจมั่นใจว่าประชากรนกแอ่นจะเพิ่มขึ้นได้อย่างเต็มที่ เต็มประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องมาคอยกังวล สัตว์น่ารำคาญเหล่านี้
ส่วนคนที่บริโภครังนกก็ปลอดภัยจากเชื้อโรคที่มากับแมลงสาบหรือสัตว์ที่ไม่พึงประสงค์ทุกอย่าง

                                                                                Vuthmail-Thailand

21/1/53

กำแพง 2 ชั้น สิ่งที่อยากพูด อยากบอก

ผมนำเสนอเรื่องกำแพง 2 ชั้นครับ

กำแพง 2 ชั้นวัตถุประสงค์หลัก ก็คือการที่จะ Block หรือควบคุมสภาพอากาศภายในบ้านนก
ไม่ให้ความร้อนเข้า และควบคุมความชื้น เพิ่มการระบายอากาศในบ้านนก

ผมมีรูปแบบมานำเสนอให้ 2 รูปแบบครับ ลองดูกัน

แต่ผมไม่บอกว่าอะไรถูก อะไรผิดนะครับ แต่อยากให้เพื่อนๆช่วยคิดและได้แสดงความคิดเห็นกัน
เอาเป็นแบบว่าสนุกๆ แต่ว่าไม่ Serious อะไรนะครับ อีกอย่างผมอยากให้แสดงความคิดกัน
โดยอิสระครับ แต่ช่วยใส่ชื่อเสียงเรียงนามกันมาด้วย จะได้รู้ว่าใครเป็นใคร

The foreigners who follow up my blog. You can also dicuss about double brick wall
to exchange with Thai friends here in comment box as below.



 ท่อ PVC ยาวในแบบที่ 2 (รูปทางขวามือ)  มีการใส่พัดลมเข้าไปอยู่ในท่อล่างที่อยู่ใกล้น้ำ เพื่อนๆ ลองคิดตามนะครับว่าความชื้นจากน้ำที่ระเหยเข้าไปอยู่ในท่อ แล้วน้ำกับไฟฟ้านี้มันเป็นอะไรที่เข้ากันไม่ได้เลยนะครับ  อีกประการหนึ่งพลังงานที่ใส่เข้าไปตอนเปิดพัดลม เพื่อเพิ่มการระเหยของน้ำผมว่าประสิทธิภาพมันไม่ค่อยคุ้มกันเท่าไหร่ครับ ซึ่งเปรียบเสมือนไปเร่งการระเหยของน้ำตามธรรมชาติขึ้นมาได้ขี้นมาอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ต้องเปิดพัดลมทั้งตึกเลยเพื่อจะเป่าลมลงไปที่ผิวหน้าน้ำเพื่อเร่งให้เกิดการระเหย แล้วถ้าหากว่าระยะห่างของปลายท่อกับน้ำอยู่ใกล้กันมากเกินไป ลมที่เป่าก็ออกมาได้น้อย (เพราะว่าท่อยาวแล้วพัดลมตัวเล็ก แรงอัดน้อย)  ยิ่งถ้าหากว่าน้ำท่วมเกินปากท่อสิ่งที่ตามมาก็คือ พัดลมเป่าลมไม่ออก ดันลมไม่ออก เสียพลังงานปล่าวๆ แถมอาจจะเสียพัดลมไปอีกหลายตัวเลย

  สิ่งสำคัญก็คือ ไฟฟ้ากับความชื้นนี้มันไปกันไม่ได้เลย    


หากว่าการใส่พัดลมให้เป่าน้ำ เพื่อขึ้นอัตราการระเหยของน้ำกับและลดอุณหภูมิจะทำได้เฉพาะตอนที่เปิดพัดลมเท่านั้น  แต่ในขณะที่ไม่ได้เปิดพัดลมหรือพัดลมเกิดเสีย -- อะไรที่จะตามมา --

  ผมว่าตัวพัดลมนี่แหละที่จะเป็นไปขัดขวางการไหลเข้าของลมมากกว่าครับ 

  อันนี้เป็นอีกมุมมองหนึ่งครับ ผมไม่ชี้ว่าอะไรถูก-อะไรผิด มันอยู่ที่การบริหารจัดการสิ่งที่มีอยู่ ผมอยากให้เพื่อนๆ ช่วยกันแสดงความคิดครับ เผื่อว่าจะเป็นแนวทางใหม่ให้กับคนที่ยังไม่ได้ทำบ้านนก หรือคนยังไม่รู้วิธีการในการออกแบบบ้านนกจะได้มีแนวทางหลายแนวทางไว้เปรียบเทียบกัน

   สิ่งทำผมทำนี้เป็นเพียงการมองจากอีกมุมหนึ่งเท่านั้น  ซึ่งผมอาจจะผิดก็ได้ หากเพื่อนๆได้คิด และนำความคิดไปต่อยอดได้ก็ดีครับ เหมือนกับที่ผมกำลังทำอยู่นี้ก็คือการให้ความรู้เป็นวิทยาทาน ใครเอาความรู้ของผมไปใช้ หรือ ไปต่อยอดได้ผมดีใจครับ แล้วช่วยกันขยายผลออกไปอีก ยิ่งดีใหญ่ ความรู้เรื่องบ้านนกของเราจะได้เท่าเทียมกับเพื่อนบ้าน

                                                                  How to manage is the KEY

                                                                      Vuthmail - Thailand

20/1/53

ตั้งสติ ก่อนสตาร์ท

บทความนี้ผมเขียนขึ้นมา เพื่อเป็นการให้สติกับเพื่อนบางคนที่คิดจะสร้างบ้านนก

กฎเหล็กของการสร้างบ้านนก มีอยู่ข้อหนึ่งครับก็คือ การสร้างบ้านนกที่จะประสบความสำเร็จ ก็คือ
การเลือกทำเลที่จะสร้างบ้านนก  การเลือกทำเลควรจะเป็นบริเวณที่มีนกอยู่กันมาก หรือใน Center
ของบ้านนกแอ่นจึงจะเป็นทำเลที่มีโอกาสประสบความสำเร็จได้เร็วและสูงกว่าที่จะไปเลือกทำเลที่ไม่ค่อยมีนก

หากว่าเราสำรวจพื้นที่ของประเทศไทย และทำเลที่ทำบ้านนกหนาแน่น มีนกมาก ก็ต้องยกให้ภาคใต้ของไทย ยิ่งใกล้มาเลเซียยิ่งถือว่าชัยภูมิดีเยี่ยม ถือว่าเป็นทำเลทองชั้นใน ถัดขึ้นมาก็ภาคใต้ส่วนบน ซึ่งอาจจะถือได้ว่าเป็นชั้นกลาง-พอทำได้  รองลงมาก็บรรดาจังหวัดที่ขึ้นด้วยชื่อด้วย...สุมทร.....ก็เป็นทำเลเขตชั้นนอก-ต้องเหนื่อยกันพอประมาณ  ส่วนทำเลอื่นนอกจากนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็น ทำเลแบบนอกเขตสุดๆๆ ความเสี่ยงสูง

อย่างที่ปากพนัง เป็นที่ทราบๆกันดีอยู่ว่ามีนกอยู่เป็น 2-2.5 ล้านตัว นกแอ่นบินกันว่อนไปทั้งเมือง มีบ้านนกเป็นหลายร้อยหลัง แต่ว่ามีบ้านนกเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จ เท่าที่มีการประเมินกันว่าบ้านนกที่ประสบความสำเร็จมีประมาณเพียง 30% เท่านั้น ส่วนที่อื่นๆก็จะออกมาในลักษณะใกล้เคียงกัน  แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราจำเป็นต้องคิดกันต่อไปก็คือว่า นกที่ปากพนังมีกันเป็นล้านตัว มีเพียงกลุ่มหนึ่ง จำนวนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จเท่านั้น

เท่าที่ได้ข่าวมาว่าเรื่องมีการสร้างบ้านนก ที่ภาคกลาง ภาคอีสาน กันบ้างแล้วครับ ผมอยากสอบถามเพื่อนๆที่คิดว่าจะสร้างบ้านนกที่ภาคกลางกับภาคอีสานสักนิดในลักษณะจุดประกายความคิด ว่านกที่ภาคกลาง ภาคอีสานเหนือ มีนกกี่ล้านตัว เคยเห็นภาพนกแอ่นบินกันทั่วเมืองอย่างที่ปากพนังหรือปล่าว  อย่างน้อยที่สุดควรจะได้เห็นภาพนกแอ่นที่บินกันอยู่บ้าง (แบบไม่ต้องเปิดเสียงเรียก) ในบริเวณทำเลเขตชั้นนอกหรือจังหวัดที่ขึ้นต้นคำว่า สุมทร ทั้งหลายแหล่ ซึ่งภาพอย่างนี้ก็เพียงเรียกว่า แค่พอทำได้  และต้องเหนื่อยกันหน่อย  แล้วภาพนกแอ่นที่ภาคกลางกับอีสานเหนือมีภาพอย่างนั้นบ้างหรือปล่าว เคยเห็นบ้างหรือปล่าว 

  อีกอย่างหนึ่ง เราอาจจะจัดให้นกแอ่นเป็นนกประเภท นกน้ำเค็ม มากกว่าที่จะเป็นนกน้ำจืด   

เพื่อนๆต้องคิดกันหน่อย ภาพความร่ำรวย-มันกำลังทำให้ท่านหลงลืมข้อเท็จจริงเรื่องนี้ไปหรือปล่าว

หากว่าภาคกลาง หรืออีสานเหนือ มีภาพเห็นนกแอ่นบินอย่างที่ปากพนัง เพื่อนๆบางคนก็ยังต้องคิดต่อไปว่าแล้วเราจะอยู่ใน 30% ที่ประสบความสำเร็จหรือไม่  หากว่าไม่ได้อยู่ใน 30% แล้วมันคืออะไร ด้วยเหตุผลใดบ้างหรือไม่  แล้วคนที่เป็นเซียนเป็นเทพหรือนักเรียกนกมือฉมังถึงไม่มองทำเลที่อยู่นอกเขต ทำไมไม่ไปสร้างที่อีสานเหนือ ภาคกลาง .....คิดครับต้องคิด  Tick Tock  Tick Tock....

  แล้วตัวท่านเก่งขนาดขั้นเทพอย่างเค้าหรือปล่าว มีวิขาการ-พื้นฐานของการทำบ้านนกขนาดไหน  

     ผมว่านกแอ่นที่เห็นกันอยู่ในเขตทำเลชั้นนอกๆ เขตนอกๆนั้น อาจจะเป็นนกที่บินออกนอกเส้นทางไปบ้าง ลักษณะบินเถล่ไถล่ไปมีนกอยู่ให้เห็นบางก็จริง แต่ก็ไม่มาก ผมว่าหากจะทำบ้านนกในที่แบบนี้ก็ยังพอมีลุ้น ยังพอทำอยู่
     ส่วนนกแอ่นที่ภาคกลางหรืออีสานเหนือผมว่าเป็นเรื่องแปลกแล้ว จำนวนที่บินมาให้เห็นตอนทดลองเสียงนั้นมีไม่กี่ตัว หากจะตัดสินใจลงมือทำตึกนกเลย ผมว่าประมาทไปหน่อยนะครับ ทางที่ดีลองเรียกนกดูติดๆกัน 2 อาทิตย์เลย  หากว่าได้ตัวเลขเฉลี่ยไม่มากนัก ผมว่าอย่าลงทุนเลยครับ มันไม่คุ้มเสี่ยง

แต่หากว่าท่านจะอยากเสี่ยง ผมก็จะแนะนำท่านว่าให้แบ่งเอาห้องเล็กๆ สัก 2ห้องที่พอจะแบ่งมาตีทะลุกัน แล้วลองเปิดให้นกมาอยู่ จะได้ลงทุนน้อยๆไม่ถึง 5-8 หมื่นบาทก็พอลงทุนเพื่อทดลองกัน

หรืออาจจะทำให้ดีหน่อย ก็อาศัยการต่อเติมดาดฟ้าทั้งชั้นมาทำเป็นบ้านนกเพื่อทดลองกันก่อนจะดีกว่าที่จะตั้งหน้าตั้งตาลุยกันไปเลย  หากว่าการทดลองในห้องเล็กๆ ดาดฟ้าทำการทดลองแล้วมีนกมาอยู่เป็น 100 ตัวหรือมากกว่า อีกอย่างที่อยากจะเสริมก็คือว่า ท่านต้องพิจารณาให้ขาดว่า รังที่ได้เป็นรังน้ำลายหรือรังหญ้า หากว่าเป็นรังหญ้าที่มีน้ำลายปนอยู่น้อยอย่างนี้ก็จบครับ หากว่าเป็นรังน้ำลายของนกแอ่นจริง แล้วจึงค่อยมาลุยกันเต็มที่จะดีกว่านะครับ นี่เป็นวิธีที่ปลอดภัยมากที่สุดครับ

ผมเขียนเรื่องนี้ด้วยความเป็นห่วงเพื่อนๆ ที่อาจจะไม่ได้นึก ไม่มีประสบการณ์มาก่อน  ผมคิดว่าเงินเป็นของท่านเอง จะเสี่ยงก็เป็นเงินของท่าน  ผมเพียงแต่ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรที่ดีให้เท่านั้น  ผมบอก ผมแนะนำในสิ่งที่ท่านจะต้องเจอ แล้วก็ต้องอยู่กับมันไปตลอด

  ภาคกลาง อีสานเหนือมีนกแอ่นอยู่ กี่หมื่นหรือกี่แสนตัว   

 
  ส่วนที่ปากพนังมีนกแอ่นเป็นล้าน แล้วทำไมยังมีบ้านนกที่ไม่ประสบผลสำเร็จอยู่มากถึง 70% หละ   

ผมเองก็ไม่รู้หรอก แต่ที่แน่ๆผมยังไม่เคยเห็นนกแอ่นบินกันว่อนทั้งเมืองเลย  หากว่าท่านจะเสี่ยงลงทุน ก็ลองดูได้ครับ แต่สิ่งที่ท่านจะต้องเจอในอนาคตผมได้บอก ได้เตือน และผมก็รู้ถึงอนาคตข้างหน้าที่รอท่านอยู่แล้ว ซึ่งผมก็ได้ทำหน้าที่ของเพื่อนที่ดีและพอใจกับสิ่งที่ได้ทำแล้วครับ

                                                         Future in your hand - Problem is also too

                                                                      Vuthmail - Thailand

19/1/53

ตอบคำถามเรื่องการทำงานของ Blade Humidifier


สำหรับคำถามของเพื่อนๆที่สอบถามมานะครับ  ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าเป็นใครด้วยซิ

1.-ผมจะลำดับการทำงานให้ตั้งแต่ต้นนะ เมื่อมอเตอร์เริ่มทำงานแกนมอเตอร์จะหมุนรับตัวเองด้วยความเร็ว ซึ่งความเร็วที่หมุนจะเป็นตัวทำให้ใบพัดหมุน จานรีดน้ำสีดำ 2 จาน รวมทั้งกรวยสามเหลี่ยมที่ผมได้วงด้วยเส้นสีเหลืองไว้ให้ หากว่าเราขยายรูปที่ปลายกรวย เราจะเห็นรอยบากเป็นรูปสามเหลี่ยม รอยบากนี้จะทำหน้าที่เพียงเป็นตัว "กวักน้ำ" เท่านั้นครับ

จากรูปอย่าลืมว่ากรวย-กวักน้ำกับจานเหวี่ยงรีดน้ำ มันจะต้องคว่ำหน้าลง ไม่ใช่หงายอย่างที่เห็นนะ






2.-ส่วนน้ำที่วิ่งขึ้นสูงไปได้นั้นเกิดจากหมุนของกรวย เมื่อน้ำถูกกวักเข้ามาตลอดเวลา น้ำที่ถูกกวักแต่ไม่มีทางออก มันก็จะถูกบังคับให้ต้องหาออก โดยถูกเหวี่ยงขึ้นสูงแทนซึ่งเป็นกลไกที่ให้น้ำวิ่งขึ้นสูงได้  ซึ่งในรูปผมแสดงไว้ด้วยรูปวงกลมสีเขียว 3 วงที่ซ้อนกัน เพื่อแสดงถึงการวิ่งขึ้นไป เมื่อน้ำถูกเหวี่ยงขึ้นมาสุดทาง ก็จะมีทางให้น้ำออกเป็นรูที่บากไว้ที่แหวนพลาสติก  ซึ่งแหวนนี้จะอยู่ที่วงในของจานที่ติดกับกรวยครับ (ผมได้ใส่เส้นลูกศรสีเขียวไว้ให้ดูแล้วนะครับ) จุดที่เป็นรูเพื่อให้น้ำวิ่งเข้าไปในจานเหวี่ยง  หากว่าย้อนไปดูใน VDO ก็จะเห็นเป็นนะครับ แต่ผมก็ใส่รูปให้ดูประกอบเพิ่มเติมไว้ด้วยครับ





3.-เมื่อน้ำวิ่งหลุดออกจากกรวยเข้ามาอยุ่ในจานเหวี่ยง แรกๆน้ำจะมีปริมาณมากและเป็นเม็ดหนาใหญ่ ซึ่งขนาดใหญ่เกินไปจึงต้องมีการรีดน้ำให้บางลงไปอีกโดยใช้เส้นหลังเต่าที่นูนโค้ง (ซึ่งเส้นหลังเต่าจะอยู่ประมาณกึ่งกลางระหว่างขอบในกับขอบนอก+ริมจาน) และน้ำจะถูกรีดให้ยิ่งบางลงไปกว่าเดิมนี้ ก่อนที่จะถึงริมปลายขอบจานด้วยแรงเหวี่ยงของมอเตอร์ที่หมุนจานด้วยความเร็ว ซึ่งความเร็วในจานเหวี่ยงนี่เองเป็นตัวการที่รีดน้ำให้บางลง

4.-เมื่อน้ำที่บางได้ขนาดแล้ว ก็หลุดออกจากริมขอบจาน แล้ววิ่งเข้าชนครีบ Stianless อย่างแรง ทำให้น้ำที่บางมาก แตกตัวออกเป็นละอองน้ำละเอียด และเบาพอที่ใบพัดจะดูดเอาละอองน้ำนั้นส่งขึ้นไปในอากาศ ซึ่งก็คือที่เราเห็นเป็นฝ้าขาวๆ ซึ่งมันก็คือเม็ดน้ำที่ละเอียดมาก ที่จะนำไปใช้ในการเพิ่มความชื้น และลดอุณหภูมิในบ้านนกได้ครับ

คิดว่าคงพอเข้าใจนะครับ รบกวนดู VDO ซ้ำอีก 2-3 รอบ ประกอบกับคำอธิบายที่ผมเขียนไว้ให้นี้จะเข้าไปได้บางครับ

ขอโทษเพื่อนๆ ที่รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดีแล้ว ที่ทำให้เสียเวลาอ่าน แต่ผมก็ต้องเขียนเพราะว่ามีเพื่อนบางคนที่ยังไม่ค่อยเข้าใจ จะได้ใส่ภาพประกอบพร้อมการอธิบายคงเห็นภาพชัดขึ้น

ดู Clip VDO การผ่าเครื่อง Blade Humidifier กันอีกรอบได้ที่







                                                                            Knowledge is the power

                                                                               Vuthmail-Thailand

17/1/53

สูตรการหาค่า R ต่อลำโพงแบบผสมในบ้านนก

ต้องขอขอบคุณ น้องอั้ม มากครับ ที่ Post เรื่องวงจรการต่อลำโพงมาให้
ทำให้ผมสามารถนำสิ่งเหล่านี้มาต่อยอดได้ ขยายผลออกมาจนเขียนเป็นสมการได้ จึงได้นำมาลงไว้ด้านล่างเพื่อให้เพื่อนๆนำไปใช้ในการคำนวณค่า R และจำนวนลำโพงที่จะต้องใช้

   อย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วในช่วงต้น ว่าตอนเริ่มต่อลำโพงในตึกนกของผม พอมีพื้นฐานการต่อลำโพงแต่ละแบบอยุ่บ้าง แต่ว่าไม่แจ่มแจ้งเท่าที่ควร ต่อมาเมื่อได้เห็นรูปเห็นสมการ แล้ววิเคราะห์สมการต่างๆ ก็ได้รับความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งคิดย้อนหลังไปถึงความผิดพลาดในการต่อลำโพงในบ้านนกของผมที่ใช้การต่อขนานทั้งหมด เพราะว่าไม่มีพื้นฐานเรื่องไฟฟ้า

   ผมจึงคิดว่ายังคงมีคนที่ไม่มีความรู้เรื่องนี้อยู่แน่นอน จึงได้นำเอาสิ่งนี้มานั่งทำความเข้าใจใหม่ เพื่อให้เข้าใจได้มากขึ้นกว่าเดิม และเขียนเป็นสูตรออกมา เพื่อช่วยทำสิ่งที่ยากให้ง่ายขึ้นสำหรับเพื่อนๆบางคนที่ตกที่นั่งเดียวกันกับผม

    ผมหวังใจว่าสูตรการคำนวณค่า R นี้คงช่วยให้เพื่อนๆที่กำลังทำบ้านนกจะได้ไม่ต้องมานั่งลำบากอย่างผม ต้องลองผิด ลองถูกกันให้เสียเวลา และสามารถทำงานในส่วนที่ค้างหรือยังไม่เข้าใจ ให้เกิดความรู้ ความเข้าใจที่ดีขึ้น และสามารถเดินได้ตรงแนวโดยไม่ต้องเสียเวลาอย่างที่ผมได้เป็นมา

ผมต้องขอขอบพระคุณ น้องอั้ม และ Website ทั้งสองแห่งที่เผยแพร่ความรู้เบื้องต้นไว้ด้วย

http://www.chontech.ac.th/~electric/e-learn/unit3/unit3.htm

http://www.nrru.ac.th/preelearning/rungrot/page06013.asp


สรุปแบบต่อแบบต่างๆ

1.- การต่ออนุกรม Serial เป็นการต่อวงจรที่ความต้านทานรวม จะมีค่าเท่ากับความต้านทานของลำโพงทุกตัวรวมกัน  อย่างที่ผมได้กล่าวไว้ในบทก่อนว่า ความต้านรวมที่มากขึ้น จะทำให้ Ampifier ไม่เสียหาย  แต่ก็มีข้อเสียคือว่า หากว่าลำโพงตัวใดตัวหนึ่งเสียก็จะทำให้ลำโพงชุดนั้นทั้งหมด เงียบ ไม่มีเสียงและก็มีข้อเสียอีกอย่างหนึ่งก็คือ เสียงที่ได้จะไม่คมชัดตามที่มันควรจะเป็นเพราะว่าความต้านทานที่มากขึ้นก็เป็นตัวบั่นทอนสัญญาณจากแอมป์ลงไปด้วยเช่นกัน เสียงที่ได้จะเกิดการ Loss ไปมากกว่า 40% ความคมชัดก็หายไป เสียงลำโพงก็จะเบาตามไปด้วย



2.- การต่อแบบขนาน การติดตั้งจะง่ายที่สุด แต่ก็มีปัญหาอยู่ว่า ยิ่งติดลำโพงมากเท่าไหร่ มันก็จะทำ
ให้ค่าความต้านทานรวม (โอห์ม-ohm) ต่ำลงไปเรื่อยๆ  ผลที่ตามมาก็คือมันจะทำให้ Ampifier ต้องทำงานหนักมากขึ้นเรื่อยๆและไหม้ในที่สุด

     การคำนวนค่าความต้านทานรวมในระบบดูจากรูปได้เลยครับ

                             

3.-การต่อวงจรผสม เป็นระบบที่ดีมากระบบหนึ่ง (หากว่าต่อเป็น)  สำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานเรื่องไฟฟ้าจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากครับ  ผมก็เป็นเช่นกัน แต่ว่าตอนนี้ความเข้าใจมีมากขึ้นอีกระดับหนึ่งแล้ว  จึงอยากจะช่วยเพื่อนๆที่ยังไม่ค่อยมีความรู้เรื่องไฟฟ้าเหมือนกับผม

การต่อวงจรผสมนี้ จะทำให้เสียงที่ได้ค่อนข้างดี พร้อมทั้งยังสามารถควบคุมความต้านทานรวมได้หรือ สามารถที่จะคำนวนได้ว่าต้องการให้ค่า R ออกมาอยู่ที่เท่าไหร่ เพื่อที่ว่าจะให้ Ampifier ทำงานไม่หนักเกินไป ทำงานได้ประสิทธิสูงสุดเลย เสียงที่ออกมาก็คมชัด ไม่เกิดการ Loss ในระบบ แต่ว่าการต่อวงจรออกจะซับซ้อนเล็กน้อย  จึงต้องค่อยๆศึกษาไปเสียก่อนแล้วจึงจะเริ่มๆเข้าใจขึ้น

                  

                    

จากทั้ง 2 รูป เป็นการต่อผสมที่เหมือนกันครับ ให้ค่าความต้านทาน (โอห์ม) เท่ากัน เหมือนกัน
แต่ว่าเป็นเขียนวงจรเป็นแบบซับซ้อน กับเขียนวงจรแบบพื้นฐาน จึงทำให้ดูแตกต่างกันไปบ้างครับ

     ผมได้ทำการสรุปการคำนวนค่า R ออกมาเป็นสูตรหรือเป็นสมการในการคำนวณหาค่า R ทั้งระบบที่ออกจากแอมป์  และค่า R ที่แยกออกไปสำหรับแต่ละชั้น  พร้อมทั้งได้แยกย่อยค่า R แต่ละชั้นออกเป็นระดับ Line  พร้อมทั้งจำนวนลำโพงที่ใช้ในการต่ออนุกรมในแต่ละ Line ไว้ให้พร้อมคำนวนหา จำนวนลำโพงที่ใช้ในแต่ละ Line ที่อยู่ในตึกนกไว้ให้เป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ

สามารถ Download ไปใช้ได้ทั้งแบบ Exel 2003 และ 2007 ซึ่งจะมีรูปประกอบให้แบบคร่าวๆ แยกเป็นชั้น  เพื่อใช้เป็นแนวทางในเดินวงจรให้กับเพื่อนๆ  มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษด้วย (สำหรับเพื่อนที่เป็นชาวต่างประเทศ)



หากว่า Download ตามปกติไม่ได้ - กรุณาให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

เมื่อขึ้นหน้าต่างให้รอจนครบ 10 วินาทีก่อน
จากนั้นระบบจะบอกว่า     " คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดแฟ้มนี้ "
ให้คลิกขวา แล้วเลือก      " Open in New Tab "  หลังจากนั้น
ไปที่ Tab ใหม่แล้วเลือก  " Save "  เพื่อเก็บไว้ใช้


        โดยทั่วไปค่า R ของ Ampifier ส่วนมากจะถูกกำหนดเป็น 8 ohm (โอห์ม) ดังนั้นสิ่งที่เพื่อนๆจะต้องเตือนตัวเองในการคำนวณหาค่า R ของ Ampifier ที่สามารถปรับขึ้นลงได้บ้าง โดยมีค่าอยู่ระหว่าง 4-12 ohm เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนตัวแปรหรือจำนวน Line  เพื่อหาจำนวนลำโพงที่เหมาะสมกับที่ต้องการใช้
         ส่วนค่า R ของลำโพงค่ามาตราฐานทั่วไปก็อยู่ 8 ohm เช่นกัน หากว่าค่าที่วัดได้จริงก็ไม่ควรต่างจากนี้ไปมากนัก หากว่าต่างจากนี้ไปมาก เราก็สามารถแก้ค่าที่สมการได้ เพื่อให้โปรแกรมทำการคำนวณค่าต่างๆให้ใหม่ทั้งหมด (รูปโดยคร่าวๆที่แบ่งค่า R ในแต่ละชั้นก็จะ Update ค่าให้ Automatic )

ซึ่งเราสามารถเปลื่ยนแปลงค่าตัวแปรบางตัวให้เหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการติดตั้งลำโพงบ้านนกได้ ค่าที่ได้ก็จะเปลี่ยนไปด้วยทั้งระบบแล้วก็จะได้ตัวเลขใหม่ และผมได้ทำช่องเปรียบเทียบผลการคำนวณไว้หลายช่อง เพื่อใช้เปรียบเทียบกันหลายๆตัวและให้ได้ค่าที่เหมาะกับที่ต้องการ

--------------------------------------------------

         วันนี้ผมไปทำบุญในวันคล้ายวันเกิด ที่วัด โคกขาม ต.พันท้ายนรสิงห์  จังหวัดสุมสาครมา ก็เลยนำบุญมาฝากกันนะครับ  หากท่านใดร่วมอนุโมทนาโดยการ สาธุ สาธุ สาธุ ท่านก็ได้ร่วมบุญกับผมแล้วนะครับ  (สาธุ แปลว่า ดีแล้ว ประเสริฐแล้ว)

    เฉกเช่นเดียวกับที่ผมได้พยายามเขียน Blog นี้ขึ้น เพื่อเผยแพร่ความรู้ที่ผมมีอยู่บ้าง เพื่อหวังให้เกิดประโยชน์กับเพื่อนๆที่ยังไม่รู้-ให้รู้ บุญใด กุศลใด ที่ได้-ที่เกิดจากการอ่าน Blog นี้ ซึ่งทำให้ท่านมีความเข้าใจที่ดีขึ้น ลึกซึ้งขึ้นและเป็นประโยชน์แก่ตัวท่านมากขึ้น

     บุญนั้น กุศลนั้น ที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้ว-ขอมอบอุทิศให้แก่บิดา นาย เสริมศักดิ์ สุรินทร์รัฐ ผู้วายชนม์ และคุณแม่สำอางค์ แซ่ปึง ผู้ให้กำเนิด พร้อมญาติพี่น้องทุกคน และผู้ที่เกี่ยวข้องกับผมทุกๆท่าน ด้วยเถิด สาธุ สาธุ สาธุ
  
                                                                                        Just Try A Bit More

                                                                                        Vuthmail-Thailand

11/1/53

ของเทียม สร้างของแท้

ของเทียม สร้างของแท้ ในที่นี้ผมหมายถึง รังเทียม สร้างรังแท้ครับ

เป็น Clip เรื่องรังเทียมทั้งหมด เก็บไว้เป็นความรู้ต่อยอดนะ

1.- รังเทียมเหนียวนุ่ม ไม่แข็งกระด้าง
2.- เริ่มจากการที่แม่นก เริ่มสำรวจรังเทียม
3.- แม่นกเริ่มเสริมน้ำลาย ลงไปที่รังเทียม
4.- แม่นกเริ่มวางไข่ ในรังเทียมที่เสริมน้ำลายแล้ว
5.- เริ่มได้นกลูกตัวเล็กๆๆ
6.- ลูกนกเริ่มโตและออกมาเกาะที่ข้างรัง
7.- เปรียบเทียบรังขนาดของรังเทียมที่มีขนาดใหญ่ ลูกนกเกาะได้สบาย
เทียบรังแท้ที่ลูกนกเบียดเสียดกันอยู่ในรัง มีโอกาสที่ลูกนกจะหล่นลงมาตายได้


1.- รังเทียมเหนียวนุ่ม ไม่แข็งกระด้าง




2.- เริ่มจากการที่แม่นก เริ่มสำรวจรังเทียม




3.- แม่นกเริ่มเสริมน้ำลาย ลงไปที่รังเทียม




4.- แม่นกเริ่มวางไข่ ในรังเทียมที่เสริมน้ำลายแล้ว






5.- เริ่มได้นกลูกตัวเล็กๆๆ

6.- นกลูกเริ่มโตและออกมาเกาะที่ข้างรัง





7.- เปรียบเทียบรังขนาดของรังเทียมที่มีขนาดใหญ่ ลูกนกเกาะได้สบาย
เทียบรังแท้ที่ลูกนกเบียดเสียดกันอยู่ในรัง มีโอกาสที่ลูกนกจะตกลงมาตายๆได้



9/1/53

เรื่องเครื่องเสียงราคาแพง

ตอนที่ผมเริ่มก่อสร้างบ้านนก ตอนนั้นผมยังไม่ได้สนใจเรื่องเครื่องเสียงอะไรต่างๆๆเลย ผม Focus ไปในสิ่งที่จะต้องทำในขณะนั้นๆ ลงมือทำจุดเป็นงานที่อยู่ตรงหน้า แต่ในระหว่างนั้นได้ยินเรื่องเครื่องเสียงเรียกนก จากหลายคนหลายท่านว่าระดับราคาเป็น set ที่ขายกันอยู่มีราคาหลักหมื่นแก่ๆๆ ถึง ราคาเกือบแสน ที่เห็นกันอยู่ตาม Websit ของต่างประเทศ ผมคิดว่าทำไมมันถึงได้ Over ขนาดนั้น ทำไมราคามันถึงแพงอะไรมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ

จะเป็นด้วยอุปนิสัยของคนทำบ้านนกเองที่ชอบอวด หรืออาจจะถูกปลูกฝังกันมาอย่างนั้น ซึ่งอาจจะเป็นวิธีการที่จะป้องกันไม่ให้คนที่ยังไม่ได้เข้าสู่ธุระกิจนี้ ตัดสินใจเลิกที่จะมองธุระกิจนี้ไปเลยก็อาจเป็นได้  หลายปัจจัยครับ ผมก็ไม่รู้ว่าปัจจัยไหนเป็นตัวที่มีผลทำให้ราคาเครื่องเสียงเหล่านั้นราคาได้สูงอย่างไม่น่าเชื่อ

ในมุมมองส่วนตัวของผมเอง เครื่องเสียงที่ราคาแพง ไม่เป็นปัจจัยหลักที่จะบ่งบอกว่าหากใช้เครื่องเสียงราคาแพงอย่างนั้นแล้ว นกจะเข้ามาอยู่เลย ใจผมคิดว่าทำไมนกแอ่นพวกคุณเธอทำไมถึงต้องฟังเครื่องเสียงที่ราคาแพงมากขนาดนั้นเชียวหรือ แล้วก็นึกอิจฉานกแอ่นอยู่ในใจว่านกพวกนี้มีบุญจังโว้ย ฟังเครื่องเสียงราคาเป็นแสน ไอ้หมาน้อยอย่างตัวผม ยังไม่มีบุญขนาดนั้นเลย ในห้องนอนผมมีแค่ TV-21 นิ้วเก่าๆ (เก่าจริงๆนะครับ เพื่อนๆ) เอาไว้ดูข่าว  เครื่องเสียงต่างๆในห้องก็ไม่มี มีแต่วิทยุเทปที่ซื้อไว้ราคา 1,700 บาทฟังตั้งแต่ตอนเรียนจบ แล้วเริ่มทำงานใหม่ๆ เมื่อตอนอายุ 25-26 ปี  ซึ่งตอนนั้นต้องพลัดถิ่นไปทำงานเป็น Agent ขายนม Meiji อยู่ที่อุบลราชธานี ปัจจุบันก็ยังใช้ TV และ เทปวิทยุทั้ง 2 ตัวนี้อยู่เลย

ด้วยทิฎฐิว่าตัวเองบุญน้อยสู้นกแอ่นไม่ได้ ตัวผมเองยังไม่เคยมีเครื่องเสียงราคาเกิน 3,000 บาทก็คิดไปว่า คนยังฟังวิทยุดูข่าวด้วยระบบธรรมดาพื้นฐานมากๆๆ ทำไมนกจำเป็นด้วยหรือที่จะใช้เครื่องเสียงระดับราคาแพง  แล้วก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าจ่ายเงินซื้อเครื่องเสียงแพงๆอย่างนั้นแล้วจะได้นก หรือมันมีอะไรเป็นพิเศษ ผมก็ไม่รู้นะครับ แต่ที่รู้แน่ๆๆว่าเคยมีเหตุการณ์ที่เป็นเรื่องเป็นราวกันมาแล้ว หลายครั้งต่อหลายครั้งทะเลาะกันเป็นที่วุ่นวายให้เห็นกันบ่อยๆๆ  แล้วก็ยังมีให้เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน  ผมเองก็เลยต้องกลับมานั่งตรวจสอบ โดยยึดหลัก Back to Basic กันอีกรอบ

ในมุมมองของผมเอง  สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นหากว่าเรามีมุมมองที่ถูกต้อง เครื่องเสียงก็คือเครื่องเสียงครับ จะถูกจะแพงก็ทำหน้าที่เหมือนกัน ก็คือการเอาสัญญาณที่ส่งมาไปขยายสัญญาณให้แรงขึ้นแล้วส่งออกไป หาได้ทำหน้าที่อื่นใดไม่ เครื่องบางตัวอาจจะมีระบบพิเศษที่เหนือชั้นขึ้นไปก็จริงอยู่  แต่ผมถามว่าท่านอีกเล็กน้อยว่าท่านต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกมากมายกับสิ่งที่ได้กลับมาว่ามันจะคุ้มค่ากันหรือปล่าว ลองคิดดูกันเองนะครับ

ราคา Ampifier บางตัวที่ Website ต่างประเทศโฆษณาไว้บางตัวราคาสูงมาก ผมยกตัวอย่างให้เพื่อนๆดูนะครับ Ampifier ยี่ห้อ Actor ตัวที่ผมซื้อมาใช้ราคาแบบ โอเวอร์ๆ ก็ไม่ควรเกิน 3,500-3,800 บาท กับที่เค้าขายกันอยู่ที่ต่างประเทศ ผมสามารถได้ Ampifier ยี่ห้อ Actor เพิ่มอีก 2,500 ตัวเลย    --- ใช้ก็ยังไม่หมด 2,500 ตัวแน่ๆ ---

อีกอย่างผมว่า นกแอ่นเค้าคงไม่บินมามองดูว่าบ้านนกของท่านใช้เครื่องชุดละกี่บาท หากว่าใช้เครื่องเสียงราคาถูกก็จะมองข้ามไป แล้วเลิกมาอยู่ที่บ้านนกของท่าน ในทางกลับกันนกแอ่นเค้าคงไม่มองว่า บ้านนกหลังไหนใช้เครื่องเสียงราคาแพงแล้วจึงจะเข้ามาอยู่

   แล้วปัจจัยมันอยู่ที่ไหนกันครับ ท่านต้องคิดเอง  - ส่วนตัวผมเองมีคำตอบแล้ว -   

   ผมเพียงทำหน้าที่ สะท้อนมุมมองที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว มานำเสนอเท่านั้น  
    
                                                                                                Everythings You got is Your's

                                                                                                      Vuthmail-Thailand

8/1/53

เครื่องเสียงที่อึดเอาการต้องตัวนี้ ภาค-2

เรามาว่ากันต่อเรื่องของ เครื่องเสียงตัวที่ว่ากันต่อนะครับ

จริงๆแล้วคราวก่อนที่เขียนไว้ใกล้เสร็จแล้ว แต่เหตุต้องไปธุระก็เลยจำเป็นต้องตัดส่วนที่เขียนยังไม่จบไว้ที่ตรงนั้นก่อน  เมื่อวานก็ว่าจะเขียนต่อก็ไปเขียนเรื่องตำหรับ ตำรา เสียได้น้อ 55555

หลังจากที่ Ampifier ไหม้ผมก็ต้องไปมองถึงปัญหาว่ามันเกิดอะไรขึ้น ซึ่งก็พอรู้ๆๆอยู่ เพราะการติดลำโพงแบบขนานเป็นสาเหตุของปัญหานี้ เมื่อมีปัญหาอยู่ตรงหน้า จะทำอย่างไรดี หากว่าจะแก้ไขเรื่องการติดลำโพงใหม่ทั้งหมดก็เป็นเรื่อง แถมเรื่องใหญ่เสียด้วยครับ

  ทุกปัญหามีต้องมีทางแก้ แต่แก้แล้วจะมีปัญหาใหม่เกิดขึ้นมาหรือไม่   

ก็ต้องลองกันดูอีกสักตั้ง แต่ก็จะลงมือทำอะไร ก็ต้องกลับไปปรึกษาหาหรือกับคนที่อยู่ในวงการ
หรือผู้รู้  ซึ่งก็ได้มาหลายแนวทางครับ ทางหนึ่งที่จะใช้แก้ปัญหาก็คือการต่อ Line อย่างที่คุณ Bon บอกแล้วผมก็ลองทำดูแต่ว่าจนด้วยเกล้าจริงๆ  เรื่อง Eletronic เป็นอะไรที่ไม่มีหัวทางนี้เลย


รูปร่างหน้าตาของ การเดินระบบ Line จะมีเจ้าตัวนี้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดูหน้าตากันเองนะครับ










แต่ด้วยความไม่เอาถ่านของผมเอง ของซื้อมาแล้วหลายสิบตัว ก็ต้องโยนทิ้ง แล้วไปมองหาวิธีอื่นแทน หนึ่งในวิธีที่ผมใช้ก็คือ การเลือกเครื่องเสียงที่ต้องอึด ต้องทน เพื่อใช้แก้ปัญหานี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะผ่านไปได้ด้วยดีหรือไม่   ---- แต่ก็ต้องทดลองดูครับ ---

แล้วผมก็เดินปรึกษากับร้านค้าหลายร้าน แต่คุยแล้วก็ยังงง ด้วยเราโง่หรือเค้าจะยุ่งอยู่กับการขายของก็ตาม  ก็พยายามต่อไปจนกระทั่งไปเจอเข้ากับเครื่องเสียง ยี่ห้อหนึ่งชื่อ Actor ครับ ตัวนี้ผมประทับใจมากเลย ผมไปปรึกษาเค้าว่าต้องการเครื่องเสียงใหม่เพราะของเก่ามันไหม้ไป เพราะเรื่องต่อลำโพงแบบขนาน แล้วก็ไม่อยากเข้าในห้องที่นกอยู่ เพื่อที่จะไปแก้ไขการเดินสายลำโพงกันใหม่อีก ซึ่งจะเป็นการไปรบกวนนกที่เริ่มเข้ามาอยู่บ้างแล้ว

ผมก็พูดคุยสอบถามเค้าไปเรื่อย แล้วเค้าก็บอกว่า เครื่องของเค้าไม่รู้ว่าจะใช้ได้หรือปล่าว แต่เค้าได้แสดงระบบป้องกันให้ดูว่าเครื่องของเค้าสามารถทนต่อการ short ได้ในระดับหนี่งเลย แล้วเค้าก็หยิบเอากรรไกรมาถูกับขั้วที่ต่อสายเมนที่อยู่ด้านหลัง Amp พอกรรไกรโดนที่ขั้วทั้ง 2 เท่านั้นแหละ ไฟแตกเปรี๊ยะๆ เน้นว่าไฟเปรี๊ยบออกมาเลย เครื่องก็ยังไม่พัง ฟิวส์ในเครื่องเริ่มค่อยๆแดงขึ้นๆ  ยิ่งเอากรรไกรแตะขั้งทั้ง 2 นานเท่าไหร่ ไฟที่ฟิวส์ก็ยิ่งแดงๆๆๆอยู่นาน แล้วก็ฟิวส์ขาด 

เห็นแค่ไฟแตกเปรียะๆๆ ผมคิดว่าเดี่ยวไหม้แน่ๆ แล้วคงตามด้วยเครื่องพัง

ซึ่งก็จริง แล้วฟิวส์ก็ขาด-เครื่องเงียบไป แต่เค้าก็เอาฟิวส์ใหม่มาเปลี่ยนใส่เข้าไป แล้วเปิดเครื่องใหม่อีกครั้ง ใจผมคิดว่าคงไม่ติดแน่ๆๆ แล้วอะไรเกิดขึ้นตามมารู้ปล่าวครับ



  เครื่องยังสามารถทำงานได้เหมือนเดิม มีเสียงตังออกมา ผมยิ้มออกเลย  

ผมก็บอกกับน้องที่ทำให้ดูว่า "ขายของเก่งนะเรา" แล้วผมก็สั่งซื้อรวม 5 ตัว เผื่อให้กับพี่ชายไว้ 1 ตัว แล้วก็มารวมกับอุปกรณ์ที่พี่ตูมได้บอกไว้ จากนั้นผมก็ไปติดตั้งระบบของผมครับ

  ปรากฏว่าใช้ได้ 

การต่อลำโพงแบบขนานไม่เป็นปัญหาสำหรับผมอีกต่อไปแล้ว  ผมได้รู้วิธีแก้ปัญหาเรื่อง Ampifier ไหม้เนื่องจากการต่อลำโพงแบบขนานเพิ่มอีก 1 วิธี หรือว่าผมได้ปิดประตูที่จะทำผิดพลาดไปอีก 1 บาน ซึ่งก็ทำให้ผมได้รู้มากขึ้นอีก 1 อย่าง รู้ขึ้นมากอีกหน่อย ด้วย DIY ครับ

  หากว่าใครมีปัญหานี้ ก็ลองวิธีการต่อแบบ Line ที่คุณ Bon นำเสนอไว้ก็ไม่เสียหายนะครับ 

ขอบอกตรงๆว่า อย่าถามผมนะ เพราะว่าผมคงจะพาท่านไปลงทะเลกันหมด
ท่านต้องลองสอบถามจากร้านค้าที่เค้าเต็มใจที่จะสอนหรือคุณ Bon ก็ได้นะครับ  ส่วนผมเองบอกตรงๆว่าทำไม่เป็นครับ ไม่อายที่จะบอกว่าไม่เป็น ไม่รู้จริง หากว่าดันทุลังมันจะเป็นการไปเพิ่มทุกข์ให้กับคนที่เค้ามีปัญหาอยู่ เหมือนไปซ้ำเติมเค้าหนักเข้าไปอีก

ผมก็แก้ไขปัญหาของผมเอง ในวิถีทางของผมเอง  -- ไม่รู้ก็บอก--ไม่รู้ จบ.......

หากว่ามีโอกาสจะถ่าย Clip มาให้ดูกันนะครับ อันนี้ต้องรอกันหน่อย  ของดีก็อดทนรอหน่อย 555

                                                                    What is next challenging wait for

                                                                                Vuthmail-Thailand
         

7/1/53

กรุหนังสือที่ผมใช้เป็นข้อมูลเบี้องต้น

กรุหนังสือที่ผมใช้เป็นข้อมูลเบี้องต้น

เริ่มแรกในการอ่านหนังสือ ผมมีความคิดว่า หากได้อ่านหนังสือเหล่านี้แล้วจะแจ่มแจ้ง แล้วจะ
สามารถทำบ้านนกได้ง่ายๆๆๆๆ เพราะเป็นหนังสือที่เป็นหนังสือที่แต่งโดยปรมาจารย์แห่งบ้านนกทั้งใน Indonesia Malaysia ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสุดยอดทั้งนั้นครับ

ผมเริ่มที่จะวาดฝันอันบรรเจิด ฝันหวาน ฝันกลางวันไปเรื่อย, ผมคิดว่า 90% ของผู้ที่อ่านหนังสือเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่มีฝันเช่นเดียวกับผมทั้งนั้น มีมุมมองคล้ายๆกับผม ที่ว่าอ่านหนังสือพวกนี้แล้วเหมือนกับมีปรมาจารย์มาสอนให้ถึงบ้านเลย โดยเฉพาะอีตา นูโกรโฮ เจ้าสำนักของ เอกก้า แต่ด้วยความไม่ประมาท ผมสั่งหนังสือของทุกสำนักที่หาได้ขณะนั้น ยอมสั่งซื้อหนังสือจากต่างประเทศโดยตรง

  จำได้ว่าหนังสือส่งมาแล้วแต่ถูกตีกลับ เพราะมองไม่เห็นหนังสือแจ้งเตือนให้ไปรับหนังสือเอง
ที่ไปรษณีย์ เพราะคนส่งไปรษณีย์สอดหนังสือแจ้งไว้ใต้ประตู  ทั้งๆที่มีตู้จดหมายอยู่ตรงหน้าแต่ไม่ใส่ในตู้ แต่ใช้วิธีการสอดใต้ประตูแทน กลับจากเช้งเม้งเกือบ 3 ทุ่ม จึงไม่เห็นหนังแจ้งเตือนเลย ก็ได้แต่นั่งรอหนังสือ จนอดรนทนไม่ได้ ก็ติดต่อไปที่กรมไปรษณีย์เค้าแจ้งกลับมาว่าหนังสือถูกตีกลับไปอินโดนิเซียแล้ว  ผมก็ต้องโทรไปตามที่อินโดนิเซียว่าทำไมหนังสือไม่ได้สักที เค้าก็แจ้งว่าตีกลับมาถึงเค้าเรียบร้อยแล้ว เซ็งเลยครับ ด้วยความอยากได้หนังสือก็เลยต้องให้เค้าส่งกลับมา โดนค่าส่งไปกลับ 2 เที่ยว 55555 เกือบ 3,000 บาท ค่าหนังสือแพงมากๆๆๆ 55555









   ได้หนังสือมา ก็อ่านเต็มที่ ชื่อหนังสือที่ปกหนังสือชวนให้ฝัน ชวนให้เคลิ้มจริงๆๆ เหมือนกันว่าหาก
ได้อ่านหนังสือแล้ว การทำบ้านนกเป็นเรื่องที่ง่ายมาก เรื่องกล้วยๆๆ ของหมูๆๆ แต่พออ่านไปๆ ผมว่ามันเป็นเรื่องของการปูพื้นฐานทั้งนั้น มีแต่พื้นฐานทั้งนั้น จุดสำคัญต่างๆๆ แทบจะไม่ได้แตะเลย มีเหมือนกันครับแต่ต้องขยายความเอาเอง ไม่เน้นให้รู้ว่าเป็นประเด็นสำคัญ พอถากๆไปให้รู้ว่ามีบ้าง  ผมอ่านมันทุกเล่มเลย อ่านแล้วก็เดินตามตำราเปะๆๆเหมือนกัน เช่นช่องนก เข้าออก 40x80  นกบินห่างผนัง 50 cm จึงจะเหมาะสม ผนังควรเป็น 2 ชั้น หลังคาสูงให้อากาศถ่ายเทได้ดี บ้านนกจะได้เย็น สูตรการผสมปูนต่างๆๆก็ว่าตามก้นเค้าไปติดๆๆ  การตีไม้ Plank ขนาด 30x100 จะให้ผลผลิตมากที่สุด เอาทุกข้อดีมาร่างเป็นแบบบ้าน แล้วก็ต้องประยุกต์เข้ากับอุปนิสัยนกว่า ชอบบินวนซ้ายหรือวนขวา วงการบินเท่าไหร่ ในตอนนั้นผมสามารถที่จะบอกได้ว่านกในบ้านมีวงบินวนซ้ายหรือวนขวา  ว่ากันไปถึงขั้นนั้นขนาดนั้นเลย

   คนที่อ่านหนังสือเหล่านี้ส่วนมาก 90% ขึ้นไป คิดว่าตนออกแบบบ้านได้ดีแล้ว สิ่งที่รู้มาจาก Text
เป็นอะไรที่ถูกต้องที่สุด  ใครอย่ามาเปลี่ยนความคิดฉัน เพราะฉันอ่านมาจากต้นตำหรับ มาจากปรมาจารย์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเรืองบ้านนก มันจะต้องถูกต้องที่สุด

  ครับ ผมก็เคยเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน 555555 เข้าใจซึ้งเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี  





   แต่ก็ยังโชคดีครับ ว่าอ่านหนังสือหลายเล่มๆจริงๆ บวกกับได้เจอคนดีมีวิชา  ช่วยปรับความคิดให้ ก็เริ่มเห็นอะไรบางอย่างที่จะต้องปรับเปลี่ยน นอกตำราบ้าง จากประสบการณ์จริงบ้าง ก็ได้ตึกอย่างที่เห็น แล้วก็เป็นโชคของตัวเองครับที่ได้เจอคนดีมีวิชามาให้ความรู้ มาปรับเปลี่ยนความคิดเห็น ให้เลิกความคิดเดิมๆที่มีอัตตาแรง และที่สำคัญก็คือว่า

  ต้องเปิดใจรับสิ่งที่แตกต่าง แล้วจะเห็นสิ่งใหม่  

หนังสือที่อ่านที่พิมพ์ขายกันอยู่นี้ ผมคิดว่าเป็นความรู้เก่าที่หมดความสำคัญ หรือเค้ามีสิ่งใหม่ที่ดีกว่า เด็ดกว่า เค้าจึงเอาความรู้เก่าๆเหล่านั้นมาเผยแพร่ ซึ่งก็คือความรู้เก่าที่เค้าต้องการให้เราเดินตามก้นเค้า สิ่งที่เคยเป็นทีเด็ด อย่าได้คิด อย่าได้หวัง ที่จะได้จากตำราเหล่านั้น แต่สิ่งที่จะได้ก็เพียงแต่ความรู้พื้นฐานเท่านั้นเอง ซึ่งทุกวันนี้ก็มีการเผยแพร่อยู่จนการเป็นเรื่องพื้นๆไปแล้วครับ
                แต่สิ่งที่เป็นทีเด็ดนั้น จะต้องรอการพิสูจน์ด้วยตัวของเพื่อนๆเอง บวกกับ  DIY ครับ

  อะไรที่เป็นทีเด็ด คงจะไม่ใช่ได้มาจากตำรา  ตามที่จั้วหัวหนังสือไว้อย่างสวยหรู    

เคยมีคนพูดกับผมว่า การทำบ้านนก เป็นการศิลปะในบริหารจัดการ มากกว่า การเดินตามหรือทำตามหนังสือทั้งหมด 100% ไม่จำเป็นต้องเป้ะ แต่จะทำอย่างไรให้นกเกิดความพอใจที่จะเข้ามาอยู่มากกว่าการลอกทุกอย่างเป้ะตามตำรับตำรา

  ผมจึงถึงบางอ้อ    ....

แต่หนังสือเหล่านี้ที่ผมอ่าน เหมาะสมกับการอ่านเพื่อให้มีความรู้พื้นฐาน-ซึ่งจำเป็นที่จะต้องรู้ไว้บ้าง อ่านให้มาก ดูให้มาก - เมื่อพื้นฐานดีแล้ว แน่แล้ว จึงค่อยก้าวต่อไปในแนว DIY หากว่าไม่มีความรู้พื้นฐานบ้างเสียเลย เอาแต่ฟัง หรือเชื่อโดยไม่มีความรู้พื้นฐานที่เป็นของตัวเองเลย  ผมว่าจะหลงทางได้ง่ายๆนะครับ

  ควรมีตำราเป็นแนวทาง  แต่ไม่ควรนำมาเป็นบทพิสูจน์การผิด-ถูก  ของความเห็นที่แตกต่างออกไป 


                                                                         Open your mind and you will see it

                                                                  Vuthmail - Thailand

5/1/53

เครื่องเสียงที่อึดเอาการต้องตัวนี้

พอดีนึกขึ้นได้ครับ เรื่องของเครื่องเสียงที่ผมใช้

ลองมาแสดงความคิดเห็นกันหน่อยดีปล่าวครับ ว่าหากท่านติดตั้งระบบเสียงท่านจะ
เลือกให้วิธีการไหน

    1.- อนุกรมอย่างเดียว เพราะว่ามันโอมห์มันเพิ่มขึ้น  ทำให้ Amipifier พังยาก จริงครับ
แต่ท่านจะรู้หรือปล่าวว่า ลำโพงตัวไหนที่เสีย หากว่าติดแบบอนุกรมทั้งหมด ผมว่าเพื่อนๆ
จะตรวจสอบไหวหรือปล่าว เพราะว่าลำโพงเป็นร้อยๆตัว ต้องตรวจทุกดอก ทุกชั้น เหนื่อย


    2.- อนุกรม + ขนาน เป็นระบบที่ดีมากครับ แต่ก็ต้องหากว่าดอกไหน เสีย ซึ่งจะง่ายกว่า
แบบอนุกรมอย่างเดียว แต่เราก็ต้องมีวิธีการที่จะคำนวณว่าติดอย่างไรให้ที่ถูกต้องตามหลัก
ซึ่งผมก็คำนวณไม่เป็น (วิธีการคำนวณ น่าจะสอบถามจากร้านที่ขายอุปกรณ์ได้ แต่ว่าเวลา
ติดจริง ก็ยุ่งเหมือนกันนะ แต่คงไม่เกินความสามารถของเพื่อนๆๆแน่)

   3.-ขนาน อย่างเดียว อันติดตั้งง่ายที่สุด แต่ก็มีปัญหาอยู่ว่า ยิ่งติดมากเท่าไหร่ มันก็จะทำ
ให้ค่า โอมห์ มันยิ่งต่ำตามไปด้วย แล้วก็จะมีปัญหาเรื่อง Ampifier ไหม้ได้ง่ายๆๆเลย ต้อง
ระวังนะครับ

   สำหรับผมได้ติดตั้งเป็นแบบขนานทั้งตึกเลยครับ 

Ampifier ไหม้หรือปล่าว ตอบว่า ไหม้ไป 1 ตัว แต่ว่าได้แก้ไขได้แล้ว พอใช้ได้เลยครับ

ผมติดลำโพงแบบขนานทั้งหมด ร่วมๆ 300 ตัว ปกติแล้ว Ampifier ปกติก็จะไหม้แล้ว แต่ว่าต้องมีอุปกรณ์เสริมนิดหน่อยนะ สาเหตุที่ต่อขนานทั้งตึกหมดเลย ก็เพราะว่าผมหาจ้างคนมาทำให้ไม่ได้
ก็เลยต้องทำเอง ซึ่งการต่อแบบผสม ผมยอมรับว่าผมคำนวณเรื่อง Electronic ไม่เป็นเอาเลย
เรียกว่า โง่ เลยก็ได้ แต่หลักการ พอเข้าใจบ้างว่าต่อแบบผสมอยู่ทำอย่างไร แต่พอติดตั้งจริงๆ
เกิดเปลี่ยนใจกระทันหัน  ไปเลือกเอาแบบต่อขนานในนาทีสุดท้าย เพราะว่าจะติดตั้งง่ายที่สุดแล้ว
แต่ว่าการต่อแบบขนาน ก็มีข้อเสียเหมือนกันนะ เพราะยิ่งต่อมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้ โอมห์มันลดลงไปเรื่อยๆๆ ทำให้ Ampifier มันทำงานหนักเกินไป จนในที่สุดก็ไหม้...

   สมน้ำหน้าตัวเอง  55555   

4/1/53

ค่าเฉลี่ยความสูง-ปริมาณหมอก จากใบใหม่

หลังจากทำการทดลองจากใบ 2 แฉกที่ Modify เทียบกับใบใหม่สีฟ้า

เราจะเห็นว่าปริมาณหมอกและความสูงของใบสีฟ้าทำได้ดีกว่าแบบเดิมมาก ผมจึงทำ Clip เปรียบเทียบใบสีฟ้าที่ใส่ทั้ง 2 ตัว เพื่อดูภาพรวมแบบเฉลี่ย ว่ามีความแตกต่างกันมากน้อยอย่างไรหรือไม่ ผลที่น่าพอใจมากครับ ได้ค่าเฉลี่ยทั้ง 2 ตัวใกล้เคี่ยงกันมากๆ

           และที่สำคัญคือ เงียบมาก  

ดูจาก Clip - หากว่าภาพเล็กอยากรบกวนให้ดูแบบ Full Screen เนื่องจากเดิม Clip ชุดนี้ ยาวกว่า 10 นาทีซึ่ง Youtube ปฏิเสธความยาวที่มากกว่า 10 นาที จึงต้องแปลงเป็น MP4 ภาพมันก็เล็กกว่าเดิมมาก ขออนุญาติลงไว้ก่อน หากว่ามีเวลาจะแก้ไขให้ดูใหญ่ขึ้นกว่านี้














ซึ่งความสูงของหมอก และ ปริมาณที่ได้น่าพอใจมากครับ สามารถนำไปต่อยอดทำเป็น ระบบต่างๆได้อีกอย่างกว้างขวาง หากว่าท่านใดอยากที่นำไปต่อยอดเองผมจะยินดีมาก

                                                                             Vuthmail-Thailand